องค์การ หมายถึง  ระบบเปิดที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ระบบนี้ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการเปลี่ยนแปลง (Transformation) และผลผลิต (Output)
                                                                                                                                                (Katz and Kahn, 1978)

สำนักงาน

สำนักงาน (Office) หมายถึงศูนย์สั่งการขององค์การหรือธุรกิจต่าง ๆ หมายรวมถึง สถานที่ใช้ในการบริหารงานหรือสั่งการของทั้งธุรกิจ รัฐบาล และ รัฐวิสาหกิจ สำนักงานเป็นที่สำหรับบริหารงาน เป็นที่ซึ่งพนักงานทำงาน และ เป็นที่จัดการเกี่ยวกับเอกสาร กล่าวคือ เป็นที่ซึ่งมีกิจกรรมการโต้ตอบด้านเอกสาร และการเก็บเอกสาร           

การจัดองค์การ
การจัดองค์การ (Organizing)  มีหลายความหมายดังนี้

  1. การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคล  เพื่อให้แน่ใจว่าบุคลากรได้ใช้ความพยายามในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่  (Littlefield. 1974: 16)
  2. เป็นการนำหลักการจัดองค์การสำนักงานที่แสดงความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างบุคลากร    การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่าง ๆ ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดผลผลิตจากการทำงานสูงสุด
  3. เป็นกระบวนการประสานงานระหว่างหน้าที่ต่าง ๆ บุคลากรและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ (Littlefield. 1974: 15)
  4. เป็นการกำหนดว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำและควรทำอย่างไร การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ซึ่งต้องอาศัยแผนผังการจัดองค์การ (Organization chart) ซึ่งเป็นแผนผังที่แสดงความรับผิดชอบและอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่และกิจกรรมต่าง ๆ  (Quible. 1980 : 7)

หลักการจัดองค์การ
หน้าที่ด้านการจัดองค์การ (Organizing) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าหน้าที่หลักๆ ของหลักการจัดการทั่วไป เป็นตัวกำหนดที่สำคัญว่าองค์การได้มีการใช้ทรัพยากรทางด้านบุคคลและที่ไม่ใช่บุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่การจัดองค์การก่อให้เกิดขึ้นได้แก่

  1. ช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ช่วยให้บุคลากรเข้าใจหน้าที่การงานและความรับผิดชอบของตนได้ดี งานไม่ซ้ำซ้อนกัน เพราะทุกคนรู้หน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย
  3. ช่วยส่งเสริมให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงานแก่บุคลากร
  4. ช่วยระบุและชี้แนะทิศทางของงานในแต่ละด้านอย่างชัดเจน ทำให้การดำเนินงานเป็นไปโดยสะดวกราบรื่น
  5. เกิดการประสานงานได้ดียิ่งขึ้น

หลักการจัดองค์การ (Organizing Principles) หมายถึง กฎ หลักเกณฑ์พื้นฐาน หรือ ข้อเท็จจริง ที่เป็นที่ยอมรับและควรนำไปใช้ภายในองค์การเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงสุด โดยทั่วไปจะยึดหลักการการจัดองค์การดังต่อไปนี้

  1. หลักการกำหนดวัตถุประสงค์ (Definition of objectives)

        ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะต้องกำหนดหรือระบุวัตถุประสงค์ของงานอย่างชัดเจน ให้เป็นที่เข้าใจ และยอมรับโดยผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น วัตถุประสงค์ในการจัดสำนักงาน ได้แก่ การประสานกิจกรรมต่าง ๆ   โดยมีการประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ต้นทุนในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ต่ำลง และผลผลิตจากการดำเนินการนั้นๆ สูงขึ้น  โดยถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องให้ความสะดวกหรือให้บริการแก่หน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์การ จัดเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องและมีพร้อมที่จะนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็นต้องใช้

  1. หลักการของการรับผิดชอบ (Principle of responsibility)

      ความรับผิดชอบขององค์การเป็นภาระผูกพันของบุคคลในการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้  ดังนั้นผู้บริหารงานจะต้องพิจารณากำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้ใต้บังคับบัญชา

  1. หลักการของการมอบอำนาจหน้าที่ควบคู่กับความรับผิดชอบ (Principle of delegate authority with responsibility)

      อำนาจหน้าที่ (authority) หมายถึง สิทธิที่จะออกคำสั่งและอำนาจหน้าที่ที่จะทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ซึ่งอำนาจหน้าที่จะต้องได้รับมอบหมายจากผู้บังคัญบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไป  แต่ละบุคคลในองค์การต้องได้รับอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสมกับความรับผิดชอบ (responsibility) ตามหน้าที่ที่ได้รับ และจำเป็นต้องทำควบคู่กัน เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

  1. หลักการมีผู้บังคับบัญชาคนเดียวหรือมีเอกภาพในการบังคับบัญชา   (Principle of unity of command)

      หลักข้อนี้ถือว่าผู้ใต้บังคับบัญชาควรปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสน โดยแต่ละบุคคลต้องทราบอย่างชัดเจนว่า ตนต้องรายงานการปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อใคร หรือรับคำสั่งการปฏิบัติงานหรือรับผิดชอบในการทำงานขึ้นตรงต่อผู้บังคับบัญชาคนใด

  1. หลักการมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิผล (Effective delegation)

      การจัดองค์การที่มีประสิทธิผลจะประกอบด้วยบุคลากรที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย การมอบหมายงานต้องระบุให้ชัดเจนว่าบุคคลใดทำหน้าที่อะไร และจำนวนผู้ปฏิบัติงานนั้นๆ มีจำนวนเท่าใด ใครรับผิดชอบหรือมีหน้าที่ในส่วนใด หรือ ระบุให้ชัดเจนลงไปว่าทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในเนื้องานเดียวกันทั้งหมด

  1. หลักการกำหนดขนาดของการควบคุม  (Principle of span of control)

      หมายถึงการกำหนดสายการบังคับบัญชาภายในหน่วยงานให้ชัดเจนว่า ใครปกครองบังคับบัญชาใครบ้าง   พร้อมทั้งระบุถึงจำนวนผู้ใต้บังคับบัญชาที่เหมาะสมขึ้นตรงต่อผู้บังคัญบัญชาหนึ่งคน ซึ่งขั้นอยู่กับธรรมชาติและขนาดของงานนั้นๆ

  1. หลักของการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน (Unity of direction)

      แต่ละฝ่ายต้องมีวัตถุประสงค์หรือมีเป้าหมายในการปฏิบัติงานร่วมกัน  แต่ละหน้าที่มีความสัมพันธ์กันและต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่สำคัญของธุรกิจร่วมกัน

  1. หลักการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่   บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  (Defining of work related relationships)

      การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่   บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  เพื่อให้การประสานงานและการติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปอย่างถูกต้องและคล่องตัวยิ่งขึ้น

  1. หลักการจัดแบ่งสำนักงานออกตามความเหมาะสม (Work Assignment)

      เพื่อให้บุคลากรเกิดความชำนาญเฉพาะอย่าง ในการทำงาน เมื่อมีการแบ่งงานกันทำแล้วจะต้องสรรหาหรืออบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทำงานที่มีอยู่ และเมื่อทำงานเหล่านั้นซ้ำๆ ก็จะเกิดทักษะขึ้นมา ผลงานที่ทำได้จะดีกว่าการไปทำงานหลาย ๆ ด้าน แล้วไม่เกิดทักษะในด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะ

  1. หลักการกำหนดโครงสร้างขององค์การ (Organization Structure)

        ความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานหลัก (line) และ หน่วยงานที่ปรึกษา (staff) เป็นประเด็นหนึ่งในการพิจารณาจัดโครงสร้างขององค์การ เป็นหลักการที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำงานระหว่างหน่วยงานหลัก และหน่วยงานที่ปรึกษา  นอกจากการจัดโครงสร้างองค์การโดยคำนึงถึงบทบาทของงานในลักษณะหน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษาแล้ว ยังมีหลักการจัดโครงสร้างองค์การในรูปแบบอื่นอีกเช่นกัน

        นอกจากหลักการจัดองค์การที่กล่าวถึงข้างต้น 10 หลักการแล้ว ยังมีหลักการจัดการองค์การอื่นๆ อีกมากมายที่มิได้กล่าวถึงในที่นี้ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดำเนินธุรกิจของโลกยุคดิจิตอลเช่นในปัจจุบันทำให้เกิดทฤษฎีและหลักการต่างๆ อีกมากมายที่ถูกพัฒนามาจากหลักการเดิมหรือถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมทางด้านการจัดการให้สอดคล้องกับยุคสมัย อย่างไรก็ตามหลักการหรือทฤษฎีที่เสนอไว้ ณ ที่นี้ เพียงพอที่จะเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับงานด้านการจัดการองค์การโดยทั่วไปได้อย่างเหมาะสม

โครงสร้างขององค์การ

        โครงสร้างการจัดองค์การในสำนักงาน เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบและตำแหน่งงานขององค์การ  แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

  1. โครงสร้างองค์การแบบงานหลัก  (Line Structure Organization) 

หมายถึง โครงสร้างองค์การที่เก่าแก่ที่สุดและง่ายที่สุด ประกอบด้วยหน่วยงานที่กำหนดการสั่งการและการควบคุมโดยมีสายการบังคับบัญชาตามลำดับขั้นจากผู้บริหารสูงสุดลงมายังผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นลำดับขั้นรองลงมา การจัดโครงสร้างแบบนี้เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยจะรับคำสั่ง คำแนะนำ และรายงานต่อผู้บังคับบัญชาคนเดียว การแบ่งสายงานเป็นไปตามเป้าหมายของงานหนึ่งๆ การสั่งการใดๆ ไม่สามารถข้ามสายงานได้ โครงสร้างประเภทนี้ใช้ได้ดีในธุรกิจขนาดเล็กหรือในกรณีการเริ่มต้นของธุรกิจที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน
ข้อดี

  1. ลักษณะโครงสร้างง่ายต่อการเข้าใจเพราะสายการบังคับบัญชาเด่นชัด อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบหรือขอบเขตของงานจะปรากฏให้เห็นชัดเจน
  2. การติดต่อและการทำการตัดสินใจใด ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วตามสายการบังคับบัญชาเฉพาะในกรณีที่สายการบังคับบัญชาไม่มีหลายระดับ
  3. เนื่องจากขอบขเตของงานชัดเจนจึงสะดวกแก่การควบคุมและการวัดผลการดำเนินงาน

ข้อเสีย

  1. โครงสร้างแบบนี้ทำให้บุคลากรขาดทักษะหรือความสามารถพิเศษงานด้านอื่นๆ เนื่องจากโครงสร้างนี้เน้นการทำงานตามแบบลักษณะเฉพาะอย่าง  ทำให้ลดโอกาสในการก้าวไปสู่ตำแหน่งทางด้านบริหารซึ่งต้องการความรู้ความชำนาญที่หลากหลาย
  2. เนื่องจากผู้บังคับบัญชาต้องควบคุมและบริหารงานทุกฝ่ายทำให้ขาดความเชี่ยวชาญและความใกล้ชิดกับงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ
  3. ผู้บังคับบัญชาต้องรับภาระมาก และต้องมีความรู้ความสามารถในกิจกรรมต่างๆ ทุกอย่าง เนื่องจากขาดคำแนะนำจากหน่วยงานที่ปรึกษา

2.   โครงสร้างองค์การแบบงานหลักและงานที่ปรึกษา  (Line and Staff Structure Organization)
       หมายถึง การจัดโครงสร้างขององค์การแบบนี้เป็นแบบผสมงานหลักและงานที่ปรึกษารวมกัน  โดยที่โครงสร้างแบบงานหลักยังคงเป็นมิติของโครงสร้างที่จัดตามการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักขององค์การ ในขณะที่มิติทางด้านงานที่ปรึกษาเกิดขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุน เพื่อให้บริการเฉพาะทางแก่หน่วยงานหลัก โครงสร้างแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการขาดการแนะนำ โดยหน่วยงานที่ปรึกษาจะช่วยศึกษาค้นคว้า ให้คำแนะนำ ให้บริการ และช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานในสายงานให้กับหน่วยงานหลัก
                ข้อดี

  1. หน่วยงานหลักสามารถลดงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยตรงขององค์การ
  2. หน่วยงานหลักมีหน้าที่และระเบียบปฏิบัติเฉพาะอย่างทำให้เกิดความชำนาญ รวมทั้งได้ใช้เวลาทั้งหมดกับงานเฉพาะทาง ทำให้มีประสิทธิภาพของงานดีขึ้น โดยรวมก็คือ เป้าหมายขององค์การได้บรรลุผล
  3. หน่วยงานที่ปรึกษามีโครงสร้างการจัดองค์การที่สามารถยืดหยุ่นได้  ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ สามารถเพิ่มหรือลดลงให้เหมาะสมได้ เพื่อผลสำเร็จของโครงงานใหม่ใดๆ ที่รวดเร็วขึ้น
  4. มีการประสานงานกันดีขึ้น และ ทำให้มีสายการบังคับบัญชาที่มีการแบ่งเบาภาระหน้าที่ผู้บริหารงานหลัก

                ข้อเสีย

  1. ผู้จัดการหน่วยงานหลักอาจจะไม่สนใจต่อคำแนะนำของหน่วยงานที่ปรึกษา
  2. หน่วยงานที่ปรึกษาอาจก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหลัก
  3. ผู้จัดการหน่วยงานที่ปรึกษาไม่เสนอความคิดและแนะนำการตัดสินใจแก่หน่วยงานหลักอย่างจริงจัง และบางครั้งอาจไม่ส่งเสริมความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาในการก่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานหลัก
  4. การตัดสินใจและการปฏิบัติงานอาจจะสับสนสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นผลจาการเข้าใจผิด และ
  5. ความไม่ร่วมมือกันระหว่างผู้จัดการแต่ละหน่วยงาน


 

3.    โครงสร้างองค์การตามลักษณะหน้าที่ (Functional Organization) 
        เป็นการแบ่งสายงานออกตามลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชนิดที่ปฏิบัติอยู่ สายงานที่แบ่งนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นโครงสร้างที่ใช้โดยเกือบทุกองค์การที่มีกิจการประเภทเดียวกัน เช่น องค์การประเภทโรงงานอุตสาหกรรม จะแบ่งสายงานเป็นด้าน การผลิต การขาย การตลาด การเงิน และ ประชาสัมพันธ์  โดยมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบให้หน่วยงานเฉพาะไปโดยเด็ดขาด  แต่ละงานจึงมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ และ แต่ละงานจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะงานนั้นดูแล โครงสร้างองค์การแบบตามหน้าที่นี้เหมาะกับองค์การขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
ข้อดี

  1. เป็นการส่งเสริมความชำนาญงานในแต่ละด้านเนื่องจากกิจกรรมต่างๆของงานที่มีลักษณะเดียวกันจะถูกรวมไว้ด้วยกัน
  2. ทำให้งานคล่องตัวรวดเร็วขึ้นเพราะมีหน่วยงานเฉพาะทาง
  3. ทำให้แต่ละหน่วยงานมีความรับผิดชอบในงานของตนตั้งแต่ต้นจนจบงาน

                   

 

ข้อเสีย

  1. อาจเกิดการซ้ำซ้อนของการบังคับบัญชา
  2. ทำให้บุคลากรรู้แต่งานด้านเดียว ไม่ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรู้หลายด้าน

 

 

นอกจากโครงสร้างหลักๆ 3 แบบ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีโครงสร้างการจัดองค์การแบบอื่นอีก เช่น โครงสร้างองค์การแบบสายผลิตภัณฑ์ (Product Structure Organization) ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างองค์การแบ่งกลุ่มการบริหารงานตามสายผลิตภัณฑ์ขององค์การ โดยที่ในแต่ละกลุ่มนั้นจะมีหน่วยงานตามหน้าที่หลักๆ เพื่อดำเนินงานในด้านเหล่านั้นโดยตรง ตัวอย่างเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องของบริษัทเพื่อนไทย ก็จะมีฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด แยกดำเนินจากฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้าแตะของบริษัทเพื่อนไทย
โครงสร้างองค์การอีกลักษณะหนึ่งได้แก่ โครงสร้างแบบแมตทริคส์ (Matrix Structure) ซึ่งในโครงสร้างองค์การแบบนี้จะมีส่วนของ”ผู้จัดการโครงการ” (Project Manager) ของแต่ละกลุ่มงานย่อยเข้ามาควบคุมดูแลทีมงานซึ่งถูกมอบหมายให้ดำเนินงานในส่วนของโครงการหนึ่งๆ (Project) ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการสมชาย จะดูแลทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของโครงการบ้านจัดสรร”บ้านไร่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดทั้งหมดขององค์การ ในขณะที่ ผู้จัดการสมหญิง จะรับผิดชอบทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของโครงการบ้านจัดสรร”บ้านสวน”
การจัดองค์กร
การจัดองค์กรประกอบด้วย
(1) ฝ่ายบริหารงานทั่วไป
(2) ฝ่ายบริหารชุดวิชา    
(3) ฝ่ายจัดระบบและออกแบบสื่อการศึกษา
(4) ฝ่ายประสานการผลิตสื่อการศึกษา
(5) ฝ่ายวิจัยและประเมินสื่อการศึกษา และ
(6) ฝ่ายบริการเครือข่าย และฐานความรู้การศึกษาไร้พรมแดน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีหน้าที่รับผิดชอบดังนี้
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป
         รับผิดชอบ (1)งานธุรการและสารบรรณ มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับ-ส่งหนังสือ ร่าง โต้ตอบหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือและเอกสาร จัดเก็บรักษาและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการประสานงานด้านบริการ ประสานงานการจัดทำแผนงาน งบประมาณ การประชาสัมพันธ์และการประชุมต่าง ๆ (2)งานการเงินและพัสดุ มีหน้าที่ประสานงานการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนการดำเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายพัสดุ จัดทำบัญชี ควบคุมพัสดุ
ฝ่ายบริหารชุดวิชา
 (1) งานบริหารจัดการ มีหน้าที่นำเสนอการแต่งตั้งกลุ่มผลิต รายวิชาและผู้ร่วมผลิตปฏิบัติงานผู้จัดการประจำกลุ่มผลิตรายวิชา ในด้านการวางแผน เตรียมการ ติดตามและ รวบรวมข้อมูลความก้าวหน้าของกลุ่มผลิตรายวิชา และทำรายงานความก้าวหน้าต่อโครงการ
(2) งานจัดพิมพ์ ต้นฉบับ มีหน้าที่ดูแลการจัดพิมพ์ แก้ไข เพิ่มเติมต้นฉบับสื่อสิ่งพิมพ์ให้สมบูรณ์
ฝ่ายจัดระบบและออกแบบสื่อการศึกษา
(1) งานจัดระบบสื่อการศึกษา มีหน้าที่ในการวางแผนผลิตสื่อการศึกษา จัดระบบสื่อการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลสื่อการศึกษา
(2) งานออกแบบสื่อการศึกษา มีหน้าที่ในการออกแบบสื่อประสมสำหรับการศึกษาไร้พรมแดน
(3) งานพัฒนาและผลิตสื่อต้นแบบ มีหน้าที่ในการวิจัยเพื่อพัฒนาสื่อการศึกษาและผลิตสื่อต้นแบบสื่อประสม ประสานงานควบคุมกำกับดูแลการผลิตสื่อแต่ละประเภท ดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพและประเมินชุดสื่อประสมที่ผลิตขึ้น
ฝ่ายประสานการผลิตสื่อการศึกษา
           รับผิดชอบงานประสานการผลิตสื่อผ่านจอภาพ สื่อผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่อโทรคมนาคม โดยมีหน้าที่นำเสนอการแต่งตั้งคณะทำงานผลิตสื่อประจำรายวิชา และปฏิบัติงานเลขานุการคณะทำงานผลิตสื่อประจำรายวิชา ประมวลแผนผลิตสื่อที่กลุ่มผลิตรายวิชาได้จัดทำขึ้นเพื่อติดต่อประสานงานกับบุคลากรในหน่วยงานผลิตสื่อ และคณาจารย์ที่เป็นนักวิชาการด้านเนื้อหาในขั้นตอนการวางแผน เตรียมการ ดำเนินการผลิต การทดสอบประสิทธิภาพและประเมินสื่อแต่ละประเภท รวมทั้งประสานการผลิตชุดสื่อประสมที่กำหนดและผลิตโดยกลุ่มผลิตรายวิชา
ฝ่ายวิจัยและประเมินสื่อการศึกษา
(1) งานวิจัยสื่อการศึกษาไร้พรมแดน มีหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับสื่อการศึกษาไร้พรมแดน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อแต่ละประเภทและสื่อประสม รวมทั้งรวบรวมจัดทำระบบฐานข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับสื่อการศึกษาไร้พรมแดน
(2) งานประเมินสื่อการศึกษา มีหน้าที่กำหนดวัตถุประสงค์ แนวทาง วิธีการประเมิน ร่วมกับนักวิชาการด้านเนื้อหาในการสร้างเครื่องมือการประเมิน วิเคราะห์ ปรับปรุงเครื่องมือประเมินและประเมินการใช้ชุดสื่อประสมสำหรับชุดวิชาต่าง ๆ โดยเน้นการประเมินครบวงจร เพื่อให้แน่ใจว่าสื่อแต่ละประเภททำหน้าที่อย่างดีที่สุดในตัวมันเองและในชุดสื่อประสมที่ต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ร่วมกับสื่อประเภทอื่นไม่ว่าจะในฐานะสื่อหลักหรือสื่อเสริม
 (3) งานประกันคุณภาพการศึกษาไร้พรมแดน มีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ วิธีการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพและการประเมินคุณภาพการศึกษาไร้พรมแดน
ฝ่ายบริการเครือข่ายและฐานความรู้การศึกษาไร้พรมแดน
รับผิดชอบ
(1)งานบริการฐานความรู้ มีหน้าที่ในการบริหารฐานข้อมูลและให้บริการข้อมูลความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาไร้พรมแดน
(2) งานบริการสื่อสารผ่านจอภาพ มีหน้าที่ให้บริการการเรียนทางไกลและการประชุมทางไกลแบบสื่อสารสองทางผ่านระบบสื่อสารดาวเทียมและระบบเครือข่ายใยแสงความเร็วสูง
 (3)งานบริการผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และให้บริการผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร